Make your own free website on Tripod.com

ปรัชญาการท่องเที่ยวของคนไทย (เปลี่ยนใหม่ได้หรือยัง)

ศักดิ์ชัย พนาวรรต

คุณมีปรัชญาในการใช้ชีวิตอย่างไร ถ้าคุณถามคำถามนี้กับคนกรุงเทพฯ ก็จงอย่าคาดหวังว่าจะได้รับคำตอบเกี่ยวกับมนุษย์นิยม สุขนิยม หรือ เอ๊กซิสเต็นเชียลลิสม์
ในทุกวันนี้ จ.ส.100 , ทางด่วน , รถไฟฟ้า , รถใต้ดิน ,ห้างสรรพสินค้าใหม่และใหญ่,
ละครหลังข่าว ต่างหากที่กลายเป็นแก่นอภิปรัชญาที่ชาวเมืองฟ้าอมรจำเป็นจะต้องนำมาขบคิด หรือสนทนาแลกเปลี่ยนทัศนะเพื่อนำไปสู่เทคนิค (KNOW HOW) แห่งความอยู่รอด
ตามกฏผู้แข็งแรงกว่าย่อมดำรงอยู่ได้ นานกว่า ย่อมมีรถเก๋งคันโตกว่า ย่อมเลือกไปทัศนาจร
ประเทศที่ไกลกว่า หรูกว่า และช็อปปิ้งได้มากกว่า และลืมปัญหาชวนปวดหัวได้มากกว่า

มัคคุเทศก์ หรือผู้นำทัวร์ หลายๆคนเคยเปรยให้ฟังว่า
การนำคนไทยไปทัศนาจรต่างประเทศนั้น
ง่ายและสบายกว่าการพานักท่องเที่ยวต่างประเทศเที่ยวเมืองไทย คนไทยนั้นไม่ค่อยสนใจข้อมูลประวัติศาสตร์
หรือภูมิศาสตร์ สังคม ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมของประเทศที่ตนไปเยือนมากกว่าการได้ถ่ายรูปกับสถานที่นั้นๆเพื่อนำกลับมาอวดเพื่อนฝูง หรือการได้ช้อปปิ้ง ซื้อของฝากเสียมากกว่า ดูเหมือนว่าแนวคิดในการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยจะเป็นไปในลักษณะของการพักผ่อนหย่อนใจ เปลี่ยนสถานที่ หรือ เพื่อแสดงสถานะทางสังคมเสียมากกว่าที่จะเป็นไปเพื่อเรียนรู้ ทำความรู้จักกับบ้านเมืองที่ตนไปเยือน

หนึ่งในจุดมุ่งหมายของการท่องเที่ยวก็คือการพักผ่อน ฉะนั้นถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีแนวทางการท่องเที่ยวเช่นนั้นก็ย่อมไม่มีอะไรผิด สภาพปัญหาที่รุมล้อมคนเมืองกรุงอยู่ทุกวันนั้นก็หนักหนาอยู่แล้ว เมื่อคุณมีโอกาสลาพักร้อนสักสิบวันไปเที่ยวยุโรป คุณย่อมไม่สนใจว่าประเทศอย่างฝรั่งเศสจะกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาคนว่างงาน คนงานหยุดงานประท้วงรัฐบาลไม่เว้นแต่ละวัน ปารีสสำหรับคุณคือเมืองแสนสวย

ที่คุณแต่งชุดเก๋ไปยืนโพสท์ท่าอยู่หน้าหอไอเฟล หรือที่คุณไปเข้าคิวรอซื้อกระเป๋าแข่งกับนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักชาวญี่ปุ่น คุณย่อมไม่สนใจว่าประเทศอังกฤษจะแก้ไขปัญหาไออาร์เอสอย่างไร ปัญหาที่เกิดกับคุณในลอนดอนคือคุณจะแก้ไขปัญหากระเป๋าคุณน้ำหนักล้นไปด้วยของสาระพันจากห้างแฮร์รอดด้วยวิธีใดต่างหาก

ในทางตรงกันข้าม มัคคุเทศก์ที่ทำหน้าที่พาชาวต่างชาติเที่ยวชมเมืองไทยต่างก็ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่เป็นประจำกับแขกบางคนที่ตนดูแลที่ดูเหมือนจะให้ความสนใจมากเกินไปกับปัญหาปากท้องของคนไทย ปัญหาโสเภณี ปัญหาโรคเอดส์ จนมัคคุเทศก์บางคนถึงกับหมดอารมณ์ที่จะพานำชมวัดวาอารามและแหล่งท่องเที่ยวงดงามอื่นๆที่ททท.คัดสรรแล้วว่าสวยงามและถ่ยรูปขึ้น แน่นอนนักท่องเที่ยวประเภทนี้ย่อมจะไม่พอใจนักเมื่อมัคคุเทศก์ด์ไม่สามารถหรือไม่สนใจจะให้คำตอบที่ตนต้องการ แถมยังเสไปพูดถึงเรื่องการซื้อของที่ระลึกจากเมืองไทยตามร้านจิวเวลรี่ที่ตนจะพาไปหลังจบทัวร์แทน

ถ้าจุดมุ่งหมายของการท่องเที่ยวอีกข้อหนึ่งคือการเรียนรู้ นักท่องเที่ยวประเภทที่ว่าก็มีเหตุผลพอที่เขาจะซักถามเรื่องเหล่านี้ เพราะเราจะต้องไม่ลืมว่าที่พวกเขารู้จักและเลือกมาเที่ยวประเทศของเรา คงจะไม่เพียงแค่ได้เห็นภาพยนตร์โฆษณาแสนสวยหรือใบปิดงดงามอลังการของททท.เท่านั้น แต่พวกเขาย่อมจะได้ยินกืตติศัพท์ทางด้านอื่นๆของเราผ่านทางสื่อมวลชนของเขาเองที่นิยมยกกล้องมาเจาะถ่ายชีวิตกลางคืนย่านพัฒน์พงษ์ ทำสารคดีวิเคราะห์มุมมืดมุมนี้ของบ้านเมืองที่เราไม่อยากให้ใครพูดถึง และเมื่อเขามาถึงเมืองไทย เขาย่อมสนใจใคร่รู้ว่าสิ่งที่เขาได้ยินมานั้นเป็นจริงเพียงไร

ปัญหาในเรื่องนี้ก็คือ คนไทยไม่นิยมนำเรื่องสนุกสนานมาปนเปกับเรื่องชวนปวดหัว เมือ่เราไปเที่ยว เราย่อมต้องการเพียงความรื่นรมย์ในการท่องไปในดินแดนที่มีภูมิประเทศแปลกตา ถึงเราจะรู้ว่าใต้สะพานข้ามแม่น้ำแซนจะมีคนจรจัดของกรุงปารีสนอนหนาวอยู่ แต่เราก็สามารถจะสลัดความสนใจไคร่รู้ในเรื่องนี้ออกไปได้เพราะถ้าได้รู้รายละเอียดที่ไม่ชวนอภิรมย์แล้ว ภาพความงดงามของปารีสอาจจะหายวับไปกับตา แล้วจะไม่คุ้มกับค่าทัวร์ที่ต้องจ่ายไปในอัตราสูงลิ่วเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยประชากรของประเทศเรา เมื่อเรามาถึงที่ที่คนไทยทั่วๆไปยังไม่สามารถจะมาได้ จะไปสนใจทำไม ถึงจะพอสังเกตุเห็นช่องโหว่หรือข้อไม่ดีอะไรของเขา ก็ควรจะเอาหูไปนา เอาตาไปไร่เสีย ธุระไม่ใช่ เมื่อกลับเมืองไทยจะได้พูดถึงความเริ่ดหรูของแดนไกลที่ได้ไปเยือนฟังแล้วเพื่อนๆจะได้ตาโตด้วยความชื่นชม

แต่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะฝรั่ง การมาเยือนประเทศใดประเทศหนึ่ง นั่นเป็นเพราะเขาสนใจใคร่รู้ ว่าประเทศนั้นเป็นอย่างไร แน่นอน มีหลายๆคนที่มีอคติและมีภาพในทางลบเกี่ยวกับประเทศไทย และอคตินั้นก็แสดงออกมาทางคำพูดหรือคำถามที่เขาตั้งขึ้นมาเพื่อถามเรา ไม่เพียงพอหรอกที่จะพยายามกลบเกลื่อน หรือยกเอาภาพสวยๆงามๆมาปกปิด การมุ่งเน้นโฆษณาภาพเพียงด้านเดียวยิ่งเพิ่มความสงสัย การปกปิดยิ่งเพิ่มความอยากรู้ มัคคุเทศก์จะไปบอกนักท่องเที่ยวให้เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ หรือบอกว่าไม่ใช่ธุระของเขา เห็นอะไรไม่ดีก็ทำลืมๆไปเสีย ไม่อยู่ในวิสัยที่นักท่องเที่ยวที่มีวิสัยทัศน์ในการท่องเที่ยวต่างจากคนไทยจะทำได้ เมื่อสิ่งที่เขาเคลือบแคลงได้มาปรากฏอยู่ตรงหน้า การยอมรับความจริงและให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่างหากที่จะทำให้มิจฉาคติถูกหักล้างไป เราต่างหากที่น่าจะขอบคุณพวกเขา การที่เขาช่วยชี้ให้เราเห็นปัญหาที่เรามองข้ามไปย่อมช่วยกระตุ้นให้เราได้หันมาพิจารณาแก้ไขใก้ปัญหานั้นหมดไปอย่างจริงจัง

และนั่นทำให้เราย้อนกลับมาคิดว่าปรัชญาการท่องเที่ยวแบบคนไทย การติดยึดอยู่กับภาพลักษณ์ฉาบฉวยและความสนุกสนานชั่วครู่ชั่วยาม เป็นสิ่งที่เราปฏิบัติกันเฉพาะยามที่เราลาพักร้อนเท่านั้น หรือเป็นแนวทางดำเนินชีวิตปรกติของคนไทยที่เราใช้กันทุกวัน ปัญหาสังคมของเมืองไทยทุกวันนี้ พวกเราได้พยายามจับต้องมันอย่างเป็นรูปธรรมพอหรือไม่ หรือเราเองเมื่อพูดถึงปัญหาต่างๆในบ้านเรา ถ้าเราไม่ได้เกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบจากปัญหาเหล่านี้ โดยตรง มันก็ไม่ต่างจากปัญหาในประเทศที่เราได้ไปเยือนและไม่ใส่ใจที่จะรับรู้ เราพยายามเกี่ยวข้องกับปัญหาให้น้อยที่สุด

เมื่อไหร่ที่คนไทยเราจะเลิกฉาบฉวย เลิกห่วงแต่ความสนุก เลิกเห็นทุกเรื่องเป็นธุระแต่ของคนอื่นไม่ใช่ธุระของตน ทั้งในยามท่องเที่ยวเดินทาง และในขณะที่อยู่ในบ้านเมืองของเราเอง เมื่อนั้นปัญหาต่างๆคงจะได้รับการใส่ใจอย่างจริงจัง แม้จะไม่สามารถแก้ให้หมดไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ถ้าหากมีชาวต่างชาติสนใจไต่ถามถึงเรื่องต่างๆเหล่านี้ อย่างน้อยเราก็สามารถตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าปัญหาเหล่านี้แม้จะมีอยู่จริง แต่ก็ได้รับการเอาใจใส่เป็นธุระจากคนไทยทุกคน และคงจะหมดไปในที่สุด เราคงไม่ต้องอึ้งและจนคำตอบ จนคำแก้ตัวต่อคนอื่นที่มาสนใจในธุระของเราอย่างทุกวันนี้

ถึงเวลาแล้วกระมังที่เราควรจะต้องเปลี่ยนแปลงปรัชญาในการท่องเที่ยวของเราเสียใหม่